บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ศพบนดวงจันทร์ ตอนที่ 1

S.Jay Starring ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 - 10:15 น.
AA 19

Chapter 1

เธอชื่อรูบี้

ค.ศ.2162

ยานอวกาศขนาดเล็กทรงสามเหลี่ยม 2 ชั้นสำหรับบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 300 คน ของสายการบินลูน่าสเปซเอ็กซ์กำลังเดินทางจากดาวเคราะห์โลกมุ่งตรงไปยังสถานีดวงจันทร์ ผ่านเส้นทางมืดมิดในอวกาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า แต่สวยงามยามที่มองกลับไปยังดาวโลก ดวงดาวสีฟ้าขาวสดใสท่ามกลางฉากหลังสีดำสนิทของห้วงอวกาศ ที่นั่นเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์หลายพันล้านคนและยังคงเป็นอยู่ มีดาวบริวารคือดวงจันทร์หมุนรอบ นอกจากจะทำให้โลกเกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงแล้วตอนนี้ยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำที่มนุษย์โลกชื่นชอบและหวังว่าจะได้ไปเยือนสักครั้งอีกด้วย

ดวงจันทร์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากมาหลายปีแล้ว และที่นั่นยังเป็นสถานีเปลี่ยนยานต่อไปยังอาณานิคมต่างๆ บนดาวอังคารอีกด้วย การต้องเปลี่ยนยานอาจถูกมองว่ายุ่งยากเสียเวลาแต่นี่เป็นทางเลือกที่ดีเพราะราคาตั๋วถูกกว่าการนั่งยานอวกาศที่บินตรงจากโลกไปดาวอังคารเกือบเท่าตัว บนยานอวกาศเหล่านี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อให้ช่วงเวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทางไม่น่าเบื่อ ทั้งร้านกาแฟ ไอศกรีม ห้องอาหาร ห้องชมภาพยนตร์ และเกมส์เซ็นเตอร์ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมบนยานจนแทบลืมไปเลยว่ากำลังเดินทางอยู่ในอวกาศ

ห้องผู้โดยสารถูกจัดแบ่งเป็นชั้นเฟิร์สคลาส ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด แต่ละห้องมีเก้าอี้เบาะนวมสามารถเอนนอนได้ถูกจัดไว้เป็นแถวคู่และแถวเดี่ยว ต่างกันที่ขนาดของเบาะและสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณที่นั่ง ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสมีบริการอาหาร พื้นที่ชมวิวและเคาน์เตอร์บาร์อยู่ภายในห้องและยังมีบริการนวดสปาให้ฟรีอีกด้วย ส่วนผู้โดยสารชั้นธุรกิจมีบริการอาหาร เคาน์เตอร์บาร์กับพื้นที่ไดร์ฟกอล์ฟเล็กๆ และชั้นประหยัดมีเพียงเก้าอี้เบาะนวมปรับเอนนอนได้กับหน้าต่างขนาดกะทัดรัดให้มองดูอวกาศอันเวิ้งว้างเต็มไปด้วยดวงดาวโดยไม่ต้องขยับไปไหน แต่หากว่าอยากจะชมอวกาศได้อย่างถนัดตามากขึ้นก็สามารถเดินออกจากห้องผู้โดยสารแล้วไปยังจุดชมวิวก็ได้ ที่นั่นอยู่ด้านท้ายสุดของยานมีบริการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มครบครัน ออกจะวุ่นวายเสียหน่อยเพราะเป็นช่วงเวลาเที่ยงตรงตามเวลาบนพื้นโลก มีเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ติดกับกระจกบานใหญ่หนาเพียง 10 นิ้ว 2 ชั้น กั้นกลางระหว่างอวกาศกับตัวเราเท่านั้น ที่เก้าอี้บาร์ตัวสูงเบาะหนังสีดำมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ แยกตัวจากผู้คน ตรงหน้าของเขามีถ้วยกาแฟพร้อมด้วยลวดลายลาเต้อาร์ท รูปกระต่ายและดวงจันทร์วางอยู่ ได้ยินเสียงเพลง Fry me to the moon เป็นจังหวะแจ๊สดังคลอเบาๆ ช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทาง

เจค เพจจ์ ชายหนุ่มวัย 40 ปี ผมสั้นสีน้ำตาลเข้มถูกใส่เจลไว้ดูยุ่งเหยิง คิ้วเข้มหนา จมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าหล่อเหลาถูกปกคลุมไปด้วยหนวดเคราดกหนาสีเดียวกับเส้นผมซึ่งถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อย แววตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาดูเคร่งเครียดขณะอ่านเอกสารอะไรบางอย่างจากไลท์แท็บที่ตั้งอยู่ข้างๆ ถ้วยกาแฟ (ไลท์แท็บ (Lightab) ประโยชน์การใช้งานเหมือนกับแท็บเลต)

“เธอว่าฉันอ้วนอีกแล้วนะ ฉันไม่ได้อ้วนสักหน่อย” เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องขึ้น เจคละสายตาออกจากไลท์แท็บแล้วหันไปมองต้นเสียง เด็กผู้หญิงมัธยมปลายตัวผอมบาง ผมยาวปะบ่าหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตากำลังโวยวายเสียงดังกับเพื่อนผู้หญิงอีกคน มือข้างหนึ่งของเธอถือซอร์ฟครีมรสวนิลาลูกโตอยู่ น้ำเสียงของเธอฟังดูจริงจังกับเรื่องนี้มากจนดูเหมือนว่ากำลังไม่พอใจ หวังว่าจะไม่มีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นที่นี่นะ

“แหม ก็ดูเธอกินสิ แล้วแบบนี้จะมีผู้ชายที่ไหนมาจีบล่ะ” เด็กผู้หญิงผมทรงหางม้าอีกคนตอบอย่างไม่ใส่ใจ พวกเธอสวมเครื่องแบบนักเรียน เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสามส่วนมีโบว์สีน้ำเงินตรงปลาย กระโปรงลายสก็อตสีน้ำเงินสลับแดงและดำ สวมถุงเท้าสีขาวยาวเกือบถึงหัวเข่า และรองเท้าหนังสีดำไม่มีลวดลาย

ดูเหมือนยานลำนี้จะมีพวกเด็กนักเรียนมัธยมเดินทางมาทัศนศึกษาที่ดวงจันทร์ด้วยจำนวนหนึ่ง เขาจำได้ว่าเด็กๆ พวกนี้นั่งอยู่ที่ชั้นประหยัดเหมือนกับเขา เด็กสาวทั้ง 2 เถียงกันสักพักก็เดินกอดคอกันออกจากจุดชมวิวแล้วเข้าห้องชมภาพยนตร์ที่อยู่ถัดไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเด็กวัยรุ่นมักไม่มีอะไรให้ห่วงมากนักนอกจากเรื่องของตัวเอง อยากเป็นจุดสนใจของเพื่อนๆ และเพศตรงข้าม และไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงจากยุคสมัยไหนก็ห่วงเรื่องน้ำหนักตัวเป็นที่สุด เด็กบางคนแม้จะหุ่นเพรียวไซส์ 0 และหน้าท้องแบนราบแต่ก็ยังบอกว่าตัวเองอ้วนและหาทางลดน้ำหนัก....ไม่เข้าใจเลยจริงๆ....

เจคหันกลับมาสนใจไลท์แท็บอีกครั้ง ใช้นิ้วโป้งเลื่อนไปตามข้อนิ้วชี้ของมือข้างเดียวกันเพื่อเปิดพลิกหน้าหนังสืออิเลคโทรนิคบนจอภาพไลท์แท็บซึ่งเกิดจากแสงของหลอดไฟที่ถูกส่งออกมาจากบริเวณฐานรูปทรงกระบอกด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เขาทนอ่านต่อไปได้อีกสักพักจนกระทั่งจบบท แล้วตัดสินใจปิดหน้าจอหนังสือตรงบทที่ 7 ‘ทำไมชาวดาวอังคารจึงกลัวเชื้อโรค’ เขากดปุ่มตรงฐานทรงกระบอกสีดำด้านล่าง หน้าจอไลท์แท็บขนาด 8 นิ้วหายไปทันทีเหลือไว้เพียงแท่งโลหะสีดำขนาดใหญ่กว่าปากกานิดหน่อยเท่านั้น เจคเสียบมันไว้ที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสนิทแล้วหันมายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ คอยระวังไม่ให้ฟองนมจากลาเต้อาร์ทเปื้อนหนวดด้านบนของริมฝีปากจนเป็นคราบสีขาว อีกแค่ชั่วโมงครึ่งก็จะถึงดวงจันทร์แล้ว เขาควรดื่มด่ำกับดวงดาวน้อยใหญ่ในอวกาศให้เต็มที่มากกว่านั่งอ่านเอกสารเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เดินทางในอวกาศ

แม้รอบๆ ตัวจะมีผู้คนมากมายที่เข้ามายังจุดชมวิว พูดคุย และรับประทานอาหารกันค่อนข้างวุ่นวาย โดยเฉพาะหน้าเคาน์เตอร์ร้านกาแฟ และร้านไอศกรีม แต่เจคก็ยังคงนั่งจิบกาแฟลาเต้ร้อนจากถ้วยอุ่นตลอดเวลาอยู่ตรงมุมห้องคนเดียวเงียบๆ และไม่สนใจใคร (ถ้วยอุ่นตลอดเวลา คือ ถ้วยที่มีระบบความร้อนสำหรับอุ่นเครื่องดื่มในถ้วยให้คงอุณหภูมิที่ต้องการไว้จนกว่าจะหมด ใช้พลังงานจากแผงโซล่าเซลที่อยู่รอบๆ ถ้วย) เขามองดูดาวเคราะห์โลกที่ค่อยๆ ไกลออกไปทีละน้อย พร้อมกับความรู้สึกกังวลที่มากขึ้นๆ ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของเขา เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขาในจักรวาลนี้ การเดินทางมาสู่อวกาศครั้งนี้จึงทำให้เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายผสมปนเปกันไป ทั้งตื่นเต้น ประทับใจ อยากรู้อยากเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็กังวลและไม่แน่ใจกับเรื่องที่ต้องเจอต่อจากนี้ เหมือนกับเด็กที่ไปโรงเรียนในวันแรก ที่สำคัญเขาคงไม่ได้กลับโลกอีกนานเลยทีเดียวอย่างน้อยก็คงไม่ใช่ภายในปีนี้

การเดินทางระหว่างดวงดาวในเชิงพาณิชย์เริ่มมีขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่มนุษย์สามารถตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารได้สำเร็จ ทำให้ต้องมีการพัฒนายานอวกาศเพื่อให้เดินทางได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้นจนปัจจุบันการเดินทางไปกลับระหว่างโลก ดวงจันทร์และดาวอังคารใช้เวลาน้อยกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว จากปีเป็นเดือน จากเดือนเป็นสัปดาห์และจากสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง นอกจากจะสะดวกในการขนส่งสินค้าหรือทรัพยากรแล้วยังสะดวกสำหรับการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยเฉพาะดวงจันทร์ที่กลายเป็นสถานีขนส่งกลางระหว่างโลกกับดาวอังคารและยังมีคนหัวใสสร้างให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่เพื่อดูดเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยวอีกด้วย

สถานีดวงจันทร์ (Lunar Terminal)

ยานอวกาศขนาดเล็กสีแดงสลับขาว ด้านข้างมีโลโก้ของสายการบินลูน่าสเปซเอ็กซ์ขนาดใหญ่สีแดงสดสกรีนไว้อย่างโดดเด่น กำลังนำผู้โดยสารเดินทางถึงดวงจันทร์ มันตรงไปยังอาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่มีหลังคาโค้งเว้าเป็นคลื่นสีขาวทอดยาวจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง สร้างด้วยกระจกป้องกันรังสีต่างๆ จากอวกาศ ด้านข้างมีหอควบคุมการบินเป็นอาคารทรงกระบอกสูงสีน้ำเงินเข้ม ด้านบนมีจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม มองในมุมสูงแบบนี้ทำให้เห็นบริเวณที่มีสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ตั้งอยู่กระจายกันออกไป ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรีสอร์ท สวนสนุก และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ บางพื้นที่มีแผงโซล่าเซลจำนวนมากถูกจัดวางเป็นทิวแถวอยู่ห่างจากชุมชนเล็กน้อยเพื่อสะดวกในการผลิตไฟฟ้าสำหรับการใช้งานบนดวงจันทร์ เพราะโรงไฟฟ้าอาจมีเสียงดังรบกวนบ้างนิดหน่อย และเพื่อป้องกันไม่ให้มีนักท่องเที่ยวที่ชอบเล่นพิเรนทร์สวมชุดอวกาศออกมาป้วนเปี้ยนจนก่อความเสียหายได้ ถัดไปเป็นโรงงานผลิตและรีไซเคิลน้ำเป็นอาคารรูปโดมสีฟ้าใสจำนวนมากต่อท่อลงใต้ดินเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่อยู่อาศัย โดยแยกท่อน้ำทิ้งเป็นสีดำ และท่อน้ำสะอาดเป็นสีขาว

ผู้โดยสารในยานนั่งประจำที่และรัดเข็มขัดอยู่บนเก้าอี้นวมในห้องโดยสารชั้นต่างๆ ตามคำประกาศของกัปตันตั้งแต่เมื่อ 20 นาทีที่แล้ว ยานค่อยๆ ลดความเร็วและลงจอดในแนวตั้งเหมือนเฮลิคอปเตอร์บนพื้นคอนกรีตสีเทาอ่อนพร้อมด้วยตัวเลข 35 สีเหลืองขนาดใหญ่เขียนไว้ บริเวณสถานีมียานอวกาศอีกหลายลำจอดรอผู้โดยสารอยู่ รูปร่างคล้ายๆ กันไปหมด ต่างกันเพียงลวดลายบนตัวยานและโลโก้สายการบินเท่านั้น นับด้วยสายตาดูคร่าวๆ น่าจะประมาณ 23 ลำ ทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคารผู้โดยสารกับยานอวกาศถูกติดตั้งแทบจะในทันทีที่ยานจอดสนิท ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสได้สิทธิ์ในการเดินเข้าอาคารก่อน ตามมาด้วยชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัดเป็นลำดับสุดท้าย ผู้โดยสารบางส่วนเดินผ่านทางเชื่อมแยกไปยังเส้นทางอื่นเพื่อต่อเครื่องไปดาวอังคาร บางส่วนเดินเข้าอาคารเพื่อผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ตรวจค้นสิ่งเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายและรับกระเป๋าเดินทางแล้วไปต่อยังโรงแรมหรือรีสอร์ท เจคเป็นหนึ่งในนั้น เขาซื้อแพ็คเกจแวะท่องเที่ยวดวงจันทร์ 2 วัน 1 คืน แล้วค่อยขึ้นยานต่อไปยังดาวอังคาร ไม่น่าเชื่อว่าการซื้อเที่ยวบินพร้อมแพ็คเกจแวะเที่ยวดวงจันทร์จะราคาแพงกว่าการเดินทางแบบรวดเดียวเพียง 9,999 พลัสคอยน์ (สกุลเงินดิจิตอลสากลที่สามารถใช้ได้ทั้งบนโลก ดวงจันทร์และดาวอังคาร)

เจคผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเดินทาง 2 ใบใหญ่อย่างไม่มีปัญหา แต่ออกจะวุ่นวายเสียหน่อยเพราะมีผู้โดยสารจากยานอวกาศอีก 2-3 ลำลงเครื่องพร้อมๆ กัน เขาถูกฝูงนักท่องเที่ยวเดินตัดหน้าเป็นทางยาว รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นรถที่กำลังจอดให้ฝูงชนข้ามถนนตรงสี่แยก เขาเดินผ่านผู้คนมากหน้าหลายตาพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางสารพัดสีที่อยู่บนรถเข็น บ้างก็มาเป็นครอบครัว กรุ๊ปทัวร์ มาเป็นคู่หนุ่มสาว และบางคนดูเหมือนจะมาทำธุรกิจ เจคเดินตามป้ายและลูกศรที่นำทางไปยังทางออกด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เพราะแปลกที่แปลกถิ่น ทุกอย่างดูตื่นตาไปหมด ป้ายโฆษณาดิจิตอลมากมายจนลายตาด้วยสีสันฉูดฉาดและสดใส มีทั้งโฆษณาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ครีมกันแดดไปจนถึงแพ็คเกจทัวร์ดวงจันทร์ของบริษัทต่างๆ เจคหยุดดูป้ายโฆษณาแพ็คเกจทัวร์ของบริษัทหนึ่ง เขาได้ราคาทัวร์ที่ถูกกว่านิดหย่อย แค่นั้นก็เพียงพอให้อมยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อผ่านประตูโค้งขนาดใหญ่ของผู้โดยสารขาเข้าไปก็ได้พบกับพนักงานต้อนรับสาวของอาร์มสตรองลูน่ารีสอร์ท ยืนรออยู่กับพนักงานจากรีสอร์ทอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ในมือถือป้ายไฟชื่อรีสอร์ทสีฉูดฉาดไว้เพื่อเป็นจุดสังเกต เธอยืนยิ้มแฉ่งให้กับผู้โดยสารที่เพิ่งออกมาจากประตูทางออกทุกคน เจครีบเดินตรงไปหาเธอพร้อมกับเปิดไลท์แท็บเพื่อแสดงรายละเอียดการจองแพ็คเกจทัวร์ให้เธอดู เธอกล่าวต้อนรับและให้เขายืนรออยู่ใกล้ๆ สักพัก จนกระทั่งกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยมที่อยู่บนยานลำเดียวกันเมื่อกี้มาถึงจนครบ พวกนั้นมาทัศนศึกษาและพักที่รีสอร์ทเดียวกันกับเขา มีเด็กวัยรุ่นสาวๆ เกือบสิบคนและอาจารย์ผู้หญิงอีกสองคนช่วยกันดูแล นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับพวกเด็กๆ ที่ได้มาดวงจันทร์ตอนอายุยังน้อยพวกเธอจะต้องได้ประสบการณ์ที่ดีกลับไปแน่นอน และพนักงานสาวจะพาพวกเขาขึ้นรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางเข้าที่พักต่อไป

รถไฟใต้ดินถูกจัดไว้สำหรับการเดินทางไปตามรีสอร์ทต่างๆ แต่ละตู้โดยสารมีลวดลายต่างกันไปแล้วแต่ว่าจะเป็นของรีสอร์ทใด รถไฟใต้ดินจะเดินทางเป็นวงกลมไป-กลับ มีรถออกจากสถานีดวงจันทร์ทุกๆ 10 นาที หากลงผิดสถานีก็ไม่ต้องกังวลเพราะสามารถนั่งรถขบวนถัดไปได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายในตู้โดยสารจัดเป็นที่นั่งเบาะคู่ ส่วนท้ายของแต่ละตู้โดยสารมีห้องเก็บสัมภาระ และห้องน้ำเล็กๆ อยู่ด้วย ถือว่าสะดวกสำหรับผู้โดยสารมากทีเดียว

รถไฟใต้ดินเดินทางถึงอาร์มสตองลูน่ารีสอร์ทภายใน 20 นาที พวกเด็กๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดทางตามประสาวัยรุ่น ออกจะน่ารำคาญไปเสียหน่อยสำหรับชายวัย 40 อย่างเจค แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถือเป็นเรื่องปกติของคนมาท่องเที่ยว เมื่อรถไฟจอดสนิทพวกเขาเดินตามพนักงานต้อนรับสาวขึ้นทางเลื่อนยาวๆ กว่า 100 เมตรเพื่อไปรวมกันที่ล็อบบี้ สองฝั่งของทางเลื่อนในสถานีรถไฟอาร์มสตรองลูน่ารีสอร์ทถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระเบื้องโมเสสสีสันสดใส เป็นรูปการมาเยือนของมนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์กับยานอพอลโล 11 จนไปถึงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงงานผลิตน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค สถานีดวงจันทร์ สถานีรถไฟใต้ดิน สถานที่สำคัญต่างๆ และค่อยๆ เปลี่ยนดวงจันทร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในที่สุด ผู้มีอำนาจทางการเมืองคนใดที่ให้การสนับสนุนโครงการบนดวงจันทร์ก็จะมีภาพโมเสสใบหน้าของพวกเขาอยู่คู่กับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ บนผนังด้วย การเดินผ่านทางเลื่อนนี้ถือเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยย่อของดวงจันทร์โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

เมื่อถึงบริเวณล็อบบี้แล้วก็มีหุ่นยนต์ขนกระเป๋าหรือจะเรียกว่าหุ่นยนต์เบลล์บอยก็ได้ พวกมันออกมาช่วยขนของอย่างขะมักเขม้น หุ่นยนต์พวกนี้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับมนุษย์มากจนแทบแยกไม่ออกเพียงแต่ดูไร้อารมณ์ ห่อหุ้มด้วยผิวหนังเทียมที่มองดูเผินๆ แล้วเหมือนผิวหนังของมนุษย์ไม่มีผิด สวมเสื้อเบลล์บอยสีแดงตัวหนามีกระดุมสีทอง 4 เม็ด และหมวกทรงสูงตัดขอบด้วยสีทอง ขาเป็นล้อปรับระดับได้ทำให้สามารถขึ้นลงบันไดได้อย่างคล่องตัว หวังว่าเจ้าพวกนี้คงไม่ได้ต้องการทิปสำหรับการยกกระเป๋าเหมือนคนหรอกนะ

ตามตารางการท่องเที่ยวในแพ็คเกจ หลังจากถึงที่พักและเก็บกระเป๋าสัมภาระไว้ที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เวลา 15:00 น. พวกเขาจะได้ไปดูรอยเท้าของมนุษย์คนแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ เมื่อปี ค.ศ.1969 นีล อาร์มสตรอง นั่นน่าตื่นเต้นมาก เจครีบกลับห้องพักที่อยู่ทางปีกซ้ายของรีสอร์ทหลังจากลงทะเบียนที่หน้าเคาน์เตอร์เรียบร้อยแล้ว หุ่นยนต์เบลล์บอยนำกระเป๋ามาไว้ในห้องก่อนที่เขาจะเดินมาถึงเสียอีก ห้องนี้เป็นห้องเตียงคู่ขนาดกะทัดรัด เขาเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา อย่างรวดเร็วแทบไม่ได้สำรวจห้องเลย จากนั้นก็รีบมานั่งรอที่โซฟาตรงบริเวณล็อบบี้ก่อนใคร เหลือเวลาอีกตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด เขานั่งมองดูผู้คนเดินผ่านไปมาอยู่ภายในห้องรูปโดมขนาดใหญ่ ที่เปิดไฟสีโทนส้มให้ความรู้สึกอบอุ่น ด้านบนเป็นกระจกใสถูกเชื่อมต่อกันด้วยโครงเหล็กสามเหลี่ยมทำให้สามารถมองเห็นอวกาศด้านนอกได้ ที่นี่มีหุ่นยนต์เบลล์บอย หุ่นยนต์ทำความสะอาด และหุ่นยนต์ต้อนรับ พวกมันถูกออกแบบให้ดูเหมือนคนจริงๆ สวมยูนิฟอร์มแบบต่างๆ ตามตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง ทุกตัวมีขาเป็นล้อ นั่นคงช่วยให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าการเดินด้วยขาแบบมนุษย์หลายเท่าเป็นแน่ ไม่รู้ว่าที่รีสอร์ทมีคนจริงๆ ทำงานอยู่กี่คนกันนะ ดูแล้วอาจจะไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ พนักงานต้อนรับตอนอยู่ที่สนามบินก็เป็นคนจริงๆ เจคเห็นเธอกลับไปยืนต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เคาน์เตอร์ล็อบบี้แล้ว เธอน่าจะเป็นระดับหัวหน้าคอยควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์อีกทีหนึ่ง การมีมนุษย์จริงๆ คอยให้บริการในยุคสมัยที่มีหุ่นยนต์มาทำงานแทนที่มนุษย์แบบนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะนักท่องเที่ยวบางคนอาจไม่ค่อยชื่นชอบการคุยกับหุ่นยนต์มากนัก

“สวัสดีค่ะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งทักขึ้นขณะที่เขากำลังนั่งรอไกด์นำเที่ยวอยู่ที่โซฟาตัวใหญ่ขนเฟอร์หน้าล็อบบี้ เธอสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวเข้ารูป มีเสื้อแจ็คเกตหนังสีน้ำตาลคลุมทับและกางเกงยีนส์ขาเดฟสีเข้ม รองเท้าหนังส้นสูงทำให้เธอดูตัวสูงสง่าและบุคลิกดี แต่ที่สะดุดตาเขามากคือเธอสวมถุงมือหนังแบบบางสีเดียวกับแจ็คเกต บนดวงจันทร์มีอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก ในตอนกลางวันร้อนมากกว่าร้อยองศาเซลเซียลหรือบางทีอาจถึงสองร้อยองศาเซลเซียล แต่ในตอนกลางคืนอุณหภูมิก็สามารถติดลบได้มากกว่าร้อยองศาเซลเซียลเช่นกัน ในรีสอร์ทหรือตามสถานที่ต่างๆ บนดวงจันทร์จึงมีการปรับอากาศให้ค่อนข้างเย็นอยู่ตลอด ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียล เธอคงต้องการรักษาความอบอุ่นของร่างกาย นอกจากการปรับอุณหภูมิแล้วด้านในตัวอาคารยังต้องปรับแรงโน้มถ่วงให้เท่าๆ กับโลกด้วยเพื่อสะดวกในการใช้ชีวิตและอยู่อาศัย

“ครับ?” เจคตอบกลับท่าทางแปลกใจ เขาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน และไม่เห็นเธอบนยานอวกาศตอนเดินทางมาด้วย เธอน่าจะอายุประมาณ 25-30 ปี คงมาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน

หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลเข้มยิ้มกว้างให้เขาริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูเข้มของเธอทำให้รอยยิ้มนั่นดูมีเสน่ห์และสดใส “คุณกำลังรอไปดูรอยเท้าของอาร์มสตรองเหรอคะ” เธอถามพลางมองหน้าของชายหนุ่มด้วยดวงตาคมเข้มเป็นประกายของเธอ นั่นทำให้เขารู้สึกใจเต้นตามประสาของผู้ชายเวลาเจอกับผู้หญิงสวยๆ

“เอ่อ...ครับ ใช่” เจคตอบพลางหลบสายตา เหมือนกำลังพยายามห้ามใจจากความสวยของเธอ เพราะเขาแต่งงานแล้วและเขาไม่ได้รู้จักกับเธอมาก่อน

เธอนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามเขา ท่วงท่าของเธอดูสง่า หลังตรงและขาไขว้กันดูเป็นธรรมชาติไม่แข็งกระด้าง “ฉันก็เหมือนกันค่ะ” เจคนึกว่าจะมีแต่พวกเด็กนักเรียนมัธยมกับเขาเท่านั้นที่จะไปกัน โชคดีที่ยังมีเธอคนนี้ไปด้วย ไม่อย่างนั้นล่ะก็เขาคงดูเหมือนคุณลุงตัวโตท่ามกลางเด็กๆ วัยรุ่นเป็นแน่

“ฉันชื่อเอริส ค่ะ เอริส ชอร์” เธอพูดแนะนำตัว และเจคเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ชื่อของหญิงสาวแปลกหน้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามเท่านั้น

ตามปกติแล้วคนทั่วไปจะต้องกล่าวทักทายและแนะนำตัวเองหลังจากที่คนอื่นบอกชื่อของพวกเขา แต่เจคกลับไม่ทำอะไรแบบนั้น เขามัวแต่หันไปมองอะไรรอบตัวอย่างสนใจ มีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุเกือบ 30 คนเดินผ่านเคาน์เตอร์ต้อนรับไปเหมือนจะเดินออกมาจากทางเชื่อมด้านตรงข้าม

เป็นช่วงความเงียบที่น่าอึดอัดจนหญิงสาวทนไม่ไหว “เอ่อ...ฉันควรเรียกคุณว่าอะไรดีคะ” เอริสถามพลางขยับตัวไปด้านหน้าเพื่อให้ใกล้เขามากขึ้น

และดูเหมือนเจคจะนึกขึ้นได้แล้วว่าควรทำตัวอย่างไรในการเข้าสังคม “เอ่อ ผมเจค เพจจ์ ครับ เรียกผมเจค” เขาตอบท่าทางรนรานนิดหน่อย เขาเผลอเอามือจับเนคไทสีแดงสดให้เข้าที่เป็นการแก้เขิน

เอริสขมวดคิ้วท่าทางสงสัย ก่อนจะถามคำถามต่อ “คุณรู้จักกับสารวัตรเจค เพจจ์ หรือเปล่าคะ ที่เป็นสามีของคุณแอนนา เพจจ์ นักบำบัดจิตใต้สำนึกคนดังของโฮมส์ซิตี้ พวกเขาคลี่คลายคดีแปลกๆ ด้วยกันหลายคดี เมื่อนานมาแล้ว”

เจคมองใบหน้าเธอพลางครุ่นคิด “ครับ พวกท่านเป็นคุณปู่กับคุณย่าทวดของผมเอง” เขาตอบ ในสมองของเขานึกถึงพวกท่านในวัยเกษียณขึ้นมา นั่นนานมากทีเดียว เขามีโอกาสได้เจอพวกท่านไม่กี่ครั้งในช่วงวัยเด็ก ดังนั้นเรื่องงานที่ทำให้พวกท่านมีชื่อเสียงส่วนใหญ่แล้วจะมีคนอื่นๆ เล่าให้ฟังมากกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีใครถามเขาแบบนี้ ในอดีตพวกท่านเป็นคนมีชื่อเสียงมากถึงขนาดหนังสือประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของโฮมส์ซิตี้ก็ยังมีประวัติและผลงานของพวกท่านเขียนไว้ รวมถึงการเรียนการสอนของโรงเรียนตำรวจก็ยังมีหลักสูตรและแนวคิดในการวิเคราะห์ความฝันเพื่อประกอบการคลี่คลายคดีบรรจุไว้

“ฉันชอบที่พวกท่านวิเคราะห์ความฝันของแมวเพื่อค้นหาระเบิดเวลาน่ะค่ะ นั่นเป็นอะไรที่นอกกรอบมากจริงๆ คุณดูเหมือนเขามากเลยนะคะ สารวัตรเจค เพจจ์ คนนั้น” เอริสพูดอย่างตื่นเต้นพลางมองหน้าเขาและยิ้มกว้างจนตาหยีให้อีกครั้ง มันเป็นรอยยิ้มที่ใครเห็นก็อยากจะยิ้มตามทั้งนั้น

“ครับ พ่อกับแม่ของผมเลยตั้งชื่อผมเหมือนท่าน แต่ผมว่าผมดูหล่อกว่าท่านนิดหน่อยนะครับ” เจคตอบพลางยักไหล่ เขาเคยตอบคำถามพวกนี้มานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้ว และทุกครั้งจะต้องติดตลกเสมอ นั่นช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากอาการเกร็งเมื่อต้องคุยกับคนแปลกหน้า แถมยังทำให้คนฟังชอบอีกต่างหาก ซึ่งมันได้ผลเสมอ เอริสหัวเราะกับคำตอบของเขา ดูเหมือนว่าเธอจะรู้จักคุณปู่และคุณย่าทวดของเขาดีทีเดียว

เป็นการเริ่มบทสนทนาที่ดี เธอดูไม่มีพิษภัยอะไรแถมยังอัธยาศัยดี บางทีเขาอาจเป็นเพื่อนกับเธอได้ การมาเที่ยวคนเดียวมันออกจะดูเหงาไปสักหน่อยแต่บางครั้งก็ทำให้เราได้สังคมใหม่ๆ และรู้จักคนที่หลากหลายมากขึ้น พวกเขาคุยกันได้สักพักก็มีเด็กวัยรุ่นผู้หญิงกลุ่มที่เจคเจอบนยานอวกาศทยอยกันมา พวกเธอเปลี่ยนชุดใหม่กันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชุดกระโปรงลำลองสีสดใสตามสไตล์วัยรุ่นเหมือนหลุดมาจากงานแสดงแฟชั่นวัยทีนไม่มีผิด พวกเธอส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันเช่นเคย

ตามมาด้วยอาจารย์ผู้หญิงอีก 2 คน คนหนึ่งดูมีอายุแล้วแต่ยังแต่งตัวเปรี้ยวมากทีเดียว รองเท้าส้นสูง เข้ากับชุดเดรสกางเกงขายาวลายดอกสีแดง แต่งหน้าจัด และสวมแว่นกันแดดกรอบสีขาว เธอคงเป็นหัวหน้า ส่วนอีกคนหนึ่งยังดูสาวอยู่ เธอแต่งตัวเรียบๆ แค่เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายดอกสีชมพูเข้ารูป กับกางเกงเลคกิ้งสีดำและรองเท้าผ้าใบสีเข้ม อายุไม่น่าจะเกิน 30 ปี เธอดูคล่องแคล่วและคอยเรียกพวกเด็กๆ ให้มารวมกลุ่มกัน นับและเช็คชื่อจนครบทั้ง 8 คน พวกเด็กวัยรุ่นผู้หญิงหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด ไม่รู้ว่าเธอจำนักเรียนของเธอได้อย่างไรนะ

เวลา 15:00 น. ไกด์นำเที่ยวก็ปรากฏตัวขึ้น เขาตรงเวลามากเหมือนกับแอบซุ่มอยู่ตรงไหนสักแห่งเพื่อรอเวลาบ่ายสามโมงตรงจึงค่อยโผล่ออกมาอย่างนั้นแหละ “เอาล่ะ ดูเหมือนทุกคนจะมากันพร้อมแล้ว!! ผมชื่อโทนี่ ร๊อค นะครับ เป็นไกด์สุดวิเศษของพวกคุณ เราจะไปดูรอยเท้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกัน ออกเดินทางกันเลยครับ” ไกด์หนุ่มพูดอย่างกระตือรือร้นและสดใส เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ท่าทางร่าเริง ทำผมทรงแอฟโฟร (แอฟโฟร เป็นชื่อทรงผมที่มีลักษณะเหมือนต้นไม้หรือก้อนเมฆ) และสวมเสื้อฮาวายกับกางเกงขาสั้น และรองเท้าเดินป่า ดูเหมือนว่าเขาจะปรับตัวกับอุณหภูมิบนดวงจันทร์ได้เป็นอย่างดี อากาศเย็นนิดๆ ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง เจคกับเอริสลุกจากโซฟาแล้วเดินไปรวมกลุ่มกับพวกเด็กๆ เดินตามไกด์ไปอย่างเป็นระเบียบ เขาเดินไปทางประตูที่มีป้ายเขียนไว้ว่า ‘ทางเชื่อมไปจุดชมรอยเท้าของอาร์มสตรอง’ และ ‘ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า’

“เร็วเข้าสิจ๊ะ รูบี้ เธอจะทำเพื่อนๆ สายนะ” อาจารย์สาวพูดกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังนั่งอยู่ที่โซฟาหน้าล็อบบี้ เจคจำได้ว่าเธอคือเด็กผู้หญิงผมทรงหางม้าที่เจอบริเวณจุดชมวิวบนยานอวกาศ

“เดี๋ยวค่อยลุกก็ได้นี่ค่ะ หนูวิ่งตามไปทีหลังยังทันเลยใกล้แค่นี้เอง” เด็กผู้หญิงตอบท่าทางไม่ค่อยชอบใจเธอปิดไลท์แท็บแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อบริเวณหน้าท้องจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินตามเพื่อนๆ ไปอย่างเสียมิได้ ดูเหมือนเธอจะเอาแต่ใจไปสักหน่อย ส่วนเด็กผู้หญิงที่อยู่กับเธอบนยานอวกาศก็ยืนรอที่หน้าประตูทางเชื่อมแล้ว

กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินตามไกด์ผมฟูไปตามทางเชื่อมยาวๆ สร้างจากกระจกโค้ง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในอควอเลียม เพียงแค่เราไม่ได้เห็นปลาหลากหลายชนิดแหวกว่ายอยู่ในน้ำทะเล แต่เป็นอวกาศมืดมิดกับพื้นผิวดวงจันทร์ ขรุขระ เต็มไปด้วยก้อนหินและเป็นเม็ดฝุ่นเล็กๆ สีเทา

“คุณเคยมาดวงจันทร์ไหมคะ” เอริสถามเจค พวกเขาเดินไปตามทางเชื่อมด้วยกันไม่ห่าง

เจคส่ายหน้าอย่างขัดเขิน เขาอายุมากแล้วแต่ก็ไม่เคยมาดวงจันทร์เลยสักครั้ง แม้ว่าการท่องเที่ยวดวงจันทร์จะได้รับความนิยมมากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม เพราะเขามัวแต่ทำงานจนพลาดโอกาสการได้ประสบการณ์ดีๆ ไป

เอริสยิ้มให้เขา “ฉันก็มาเป็นครั้งแรกเหมือนกันค่ะ” เธอพูด รอยยิ้มของเธอเหมือนเป็นการปลอบใจเขา เจคได้แต่ยิ้มน้อยๆ ตอบเธอ “คุณมาคนเดียวเหรอคะ” เอริสชวนคุยต่อ

“ครับ ผมมาคนเดียว” เจคตอบพลางมองดูทิวทัศน์ด้านนอกอย่างสนใจ เขาสามารถมองเห็นดาวบ้านเกิดได้จากตรงนี้ ดาวเคราะห์สีฟ้าจากน้ำทะเลสลับกับสีขาวของก้อนเมฆบนฉากหลังสีดำของห้วงอวกาศ เขาชอบมากจนเผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัว พลางหยิบไลท์แท็บออกมาจากกระเป๋าเสื้อกดปุ่มที่ปลายด้านหนึ่งให้เครื่องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ยิงลำแสงขึ้นมาบนอากาศเป็นหน้าจอโฮมสกรีน ขนาด 8 นิ้ว เขาปรับเป็นโหมดกล้องถ่ายภาพ

“คุณครับ ทิวทัศน์ตรงนี้จะดูจืดไปเลยถ้าเราได้ออกไปข้างนอกนะครับ แต่เราต้องเปลี่ยนชุดอวกาศกันก่อนแล้วค่อยออกไปชมรอยเท้าของอาร์มสตรองกัน ผมจะปล่อยให้ทุกท่านถ่ายภาพได้ตามอัธยาศัยหลังจากจบกิจกรรมการบรรยายนะครับ” ไกด์หนุ่มร้องเรียกเขา พลางเดินนำไปห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อยู่ห่างออกไปอีก 50 เมตร พวกเขาผ่านประตูบานเลื่อนอัตโนมัติที่เชื่อมต่อเข้าสู่ห้องหกเหลี่ยมสีขาวสะอาดปรับแสงไฟให้ดูสบายตาไม่สว่างจ้าจนเกินไป มีเคาน์เตอร์ทรงครึ่งวงกลมอยู่ชิดผนังตรงกลางห้องพร้อมด้วยหุ่นยนต์หน้าตาหล่อเหลาคอยต้อนรับ มันสวมชุดสูทสีแดง ผูกหูกระต่ายและมีป้ายชื่อที่หน้าอกเขียนไว้ว่า ‘แซมมี่’ มันกล่าวทักทายทุกคนอย่างสุภาพแล้วคอยหยิบชุดอวกาศจากห้องเก็บด้านหลังส่งให้ทีละชุดจนครบทุกคน

พวกเด็กๆ ต่างตื่นเต้นกับการสวมชุดอวกาศสีเงินตัวโคร่งพร้อมด้วยหมวกกระจกป้องกันยูวีขนาดใหญ่สีเงิน ชุดพวกนี้แม้จะไม่มีคนสวมอยู่ด้านในก็สามารถคงรูปทรงไว้ได้เหมือนกับมีคนอยู่ เนื้อผ้าค่อนข้างคงรูปแต่ก็ยังสามารถยืดหยุ่นได้ดีเช่นกัน ผลิตจากใยสังเคราะห์ชนิดพิเศษปกป้องผู้สวมใส่จากรังสีหรืออนุภาคพลังงานต่างๆ ในอวกาศ รวมทั้งป้องกันอุณหภูมิร้อนจัดในตอนกลางวันและติดลบในตอนกลางคืนของดวงจันทร์ได้อย่างน่าทึ่ง ออกจะเทอะทะไปหน่อยแต่น้ำหนักเบา คงสนุกมิใช่น้อยถ้าจะมีใครเอาชุดมาสวมแล้วยืนนิ่งๆ ทำทีเหมือนเป็นชุดเปล่า แต่พอมีคนเดินเข้ามาใกล้ๆ ก็ขยับตัวเพื่อแกล้งให้ตกใจ ภายในชุดมีถังออกซิเจนขนาดเล็กติดอยู่ด้านหลังคอยส่งอากาศเข้าไป พร้อมด้วยระบบระบายอากาศเพื่อนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ด้านนอก เมื่อสวมหมวกระบบจะเริ่มทำงานและออกซิเจนจะถูกปล่อยออกมาให้วนเวียนอยู่ภายในชุดอวกาศ เราสามารถหายใจได้ตามปกติ ที่แขนขวามีแผงไฟแสดงปริมาณความจุออกซิเจน เป็นรูปถังสี่เหลี่ยมมีขีดเต็มทั้ง 6 ขีด และเป็นสีเขียวแสดงว่ามีออกซิเจนอยู่เต็มถัง พวกเขาสามารถอยู่ด้านนอกได้ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

พวกเด็กๆ เข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อยู่ด้านในถัดจากเคาน์เตอร์ต้อนรับ มีห้องทั้งหมด 6 ห้อง พร้อมด้วยล็อคเกอร์สำหรับเก็บสิ่งของมีค่าต่างๆ เพียงใช้ไอดีริสท์สัมผัสที่แผงหน้าจอบนล็อคเกอร์ก็สามารถเปิดปิดได้อย่างสะดวก (ไอดีริสท์ คือ อุปกรณ์ระบุตัวตน ชื่อ นามสกุล ประวัติคร่าวๆ มีฟังชั่นสำหรับการโทรศัพท์ ฟังเพลง โดยใช้คู่กับหูฟังขนาดเล็ก (เอียร์โฟน) นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการจ่ายพลัสคอยน์ได้อีกด้วย) หมดห่วงเรื่องการทำกุญแจล็อคเกอร์หายเหมือนสมัยก่อนไปได้เลย แต่ละห้องมีฉากบางๆ สูง 2.5 เมตรกั้นไว้ ด้านบนและด้านล่างมีช่องว่างเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เด็กบางคนก็เล่นพิเรนก้มลงแอบดูเพื่อนๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าจนมีเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดดังอื้ออึง พวกเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ใส่กระโปรงสั้นคงไม่สะดวกในการสวมชุดอวกาศทับเพราะต้องยกแข้งยกขาค่อนข้างมากพวกเธอจึงเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเกือบหมด เจคกับเอริสซึ่งสวมกางเกงจึงสามารถสวมชุดทับได้เลยไม่ต้องไปต่อคิวเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อกับพวกเด็กๆ ทั้งสองต่างช่วยกันดูความเรียบร้อยของชุดให้อีกฝ่ายและรอคนอื่นๆ อยู่บริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้าโดยที่ยังไม่สวมหมวก

ผ่านไปเกือบ 20 นาทีทุกคนก็อยู่ในชุดอวกาศกันหมดแล้ว พวกเขาพร้อมออกสู่พื้นผิวดวงจันทร์ หลายๆ คนถือกล้องถ่ายรูปดิจิตอลตัวเล็กๆ หรือไม่ก็ไลท์แท็บไว้ในมือที่ห่อหุ้มด้วยถุงมืออันใหญ่เทอะทะ พยายามถ่ายเซลฟี่ด้วยคำสั่งเสียงและสัญลักษณ์มือกันอย่างสนุกสนาน แม้จะมีปัญหาเรื่องการทำสัญลักษณ์มือบ้างเพราะถุงมืออันใหญ่ทำให้เซ็นเซอร์ที่ไลท์แท็บอ่านคำสั่งมือได้ไม่ชัดนัก ไกด์นำเที่ยวตรวจดูความเรียบร้อยของชุดอวกาศให้กับทุกคนเพื่อความปลอดภัยก่อนจะให้สวมหมวกและเปิดระบบออกซิเจน เขาเดินนำกลุ่มไปยังห้องแอร์ล็อคที่อยู่ตรงข้ามกับเคาน์เตอร์ต้อนรับ ห้องนี้มีประตูสองชั้นช่วยป้องกันไม่ให้อากาศด้านในอาคารถูกดูดออกไปหมดเวลาที่ประตูทางออกสู่ด้านนอกดวงจันทร์เปิด แม้นว่าหมวกกระจกป้องกันรังสีจะไม่สามารถมองเห็นหน้าของผู้ที่สวมอยู่ได้แต่เชื่อว่าเหล่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คงกำลังยืนจ้องประตูทางออกกันเป็นตาเดียวแน่ๆ และไม่นานเกินรอ ประตูบานเลื่อนสีขาวทำจากเหล็กกล้าก็เปิดออก ทำให้เห็นบรรยากาศด้านนอก อากาศในห้องแอร์ล็อคถูกดูดออกไปหมดอย่างรวดเร็ว พวกเขารู้สึกตัวเบาขึ้นเพราะแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ ไกด์หนุ่มในชุดอวกาศสีส้มพูดผ่านไมโครโฟนที่อยู่ด้านในหมวก ทุกคนสามารถได้ยินการบรรยายของเขาได้อย่างชัดเจนโดยผ่านลำโพงในหมวกอวกาศของแต่ละคน

“เอาล่ะ ทุกท่านครับ ตามผมมาได้เลย อ่อ กรุณาระวังเรื่องแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกับด้านในอาคารด้วยนะครับ ในอาคารเราปรับแรงโน้มถ่วงให้ใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด แต่ด้านนอกจะเป็นแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์นะครับ ถ้าออกแรงกระโดดสูงมากเกินไปเราอาจต้องไปรับพวกคุณบนอวกาศ นู่น” ไกด์หนุ่มชี้มือขึ้นฟ้าสุดแขน ด้วยประสบการณ์การทำงานหลายปี เขารู้ว่าควรจะหยอกล้อกับนักท่องเที่ยวอย่างไรเพื่อเป็นการให้ความบันเทิง เจคได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเด็กๆ ดังเข้ามาในอุปกรณ์สื่อสารภายในหมวก พร้อมด้วยเสียงพูดจาเย้าแหย่เรื่องกระโดดสูงกันอย่างสนุก แม้ว่าการกระโดดสูงบนดวงจันทร์จะไม่ทำให้เราพุ่งขึ้นสู่อวกาศได้จริงๆ แต่ก็สนุกดีที่จะได้พูดอะไรตลกๆ เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้

ไกด์และพวกเด็กๆ เดินออกไปด้านนอกกันอย่างทุลักทุเลเพราะความต่างของแรงโน้มถ่วง บางคนก็ทำท่าทางตลกๆ เพราะพยายามทรงตัวไว้ เสียงร้องกรี๊ดกร๊าดและเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังไปหมดแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย แต่เจคไม่ได้สนใจเสียงพวกนั้น เขายืนมองออกไปด้านนอกอยู่หน้าประตูทางออกสักพักก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความตื่นเต้น และยกเท้าขึ้นมาเพื่อมองดูรอยเท้าก้าวแรกที่เขาทำไว้บนพื้น มันน่าทึ่งที่ได้ออกมาเหยียบดวงจันทร์ด้วยเท้าของตัวเองแบบนี้ ประสบการณ์ใหม่นี้เขาจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด เขาตัดสินใจไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ซื้อแพ็คเกจทัวร์ที่นี่ ความรู้สึกกังวลและไม่แน่ใจกับการเดินทางครั้งนี้หายไปจนหมดสิ้น ที่ต้องกังวลต่อไปก็คงเป็นเรื่องการเดินบนดวงจันทร์ มันไม่ค่อยสะดวกสักเท่าใดนัก เคลื่อนไหวได้ลำบากเพราะยังไม่คุ้นเคยกับแรงโน้มถ่วงที่น้อยกว่าโลกถึง 6 เท่า เขาดูเงอะงะบนพื้นผิวขรุขระของดวงจันทร์และเกือบล้มตั้งหลายครั้ง ดีที่เอริสช่วยจับเขาไว้ได้ เจคเข้าใจจริงๆ แล้วว่าที่ไกด์หนุ่มเตือนเรื่องการกระโดดสูงนั่นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่มุขตลกแต่มันอันตรายมากหากคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ การกระโดดสูงๆ หรือการออกแรงเดิน - วิ่งเหมือนตอนอยู่บนโลกอาจทำให้ล้มหรือกระแทกกับพื้นจนทำให้ชุดมีรอยฉีกขาด อุณหภูมิและสภาพไร้ออกซิเจนด้านนอกคงทำให้เราตายอย่างทรมาน

เหล่านักท่องเที่ยวทั้ง 12 คนเดินเกาะกลุ่มกันไปตามแนวเส้นทางที่ถูกทำไว้ด้วยดวงไฟและก้อนหินกลมๆ เรืองแสงขนาดเท่าลูกโป่ง มันดูเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงสว่างออกมาท่ามกลางพื้นหินขรุขระสีเทา พวกเด็กๆ ต่างหยุดเพื่อถ่ายภาพกันเป็นระยะ ทั้งภาพเดี่ยว ภาพหมู่ ภาพคู่ บางคนก็แทบจะเข้าไปกอดก้อนหินเรืองแสงจนชุดอวกาศดูสว่างไปทั้งตัว หลังจากเดินกันได้สักพักพวกเขาก็หยุดรวมกันอยู่ตรงบริเวณลานกว้างๆ แห่งหนึ่ง ห่างจากตัวอาคารประมาณ 80 เมตร มียานอพอลโล 11 จำลองจอดอยู่ ตรงบันไดทางลงจากยานมีเสาโลหะและโซ่ล้อมไว้ เบื้องล่างคือรอยเท้าของอาร์มสตรองที่ถูกครอบไว้ด้วยกระจกแก้วใสชนิดพิเศษทนต่อแรงกระแทก ความร้อนและความเย็นสุดขั้วบนดวงจันทร์ นักท่องเที่ยวจะต้องยืนบนทางลาดที่ยกระดับขึ้นประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วมองลงไปเพื่อชมรอยเท้าของอาร์มสตรองผ่านกระจก รอยพื้นรองเท้าจากชุดอวกาศสมัยก่อนยังคงสมบูรณ์ มันเหมือนกับรอยเท้าของเจคตอนก้าวออกมาจากประตูไม่มีผิด ต่างกันก็แค่ของเจคมีโลโก้ของรีสอร์ทอยู่ตรงมุมด้านล่างขวา นี่เป็นลูกเล่นของชุดอวกาศสมัยใหม่ที่ทำเลียนแบบชุดรุ่นเก่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกเหมือนกับว่าได้ย้อนอดีตไปยังช่วงเวลาประวัติศาสตร์จริงๆ

รอยเท้าของอาร์มสตรองอยู่คู่กับแท่นจารึกโลหะสีทองที่เขียนไว้ว่า

“นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” คำกล่าวของอาร์มสตรองเมื่อครั้งเหยียบลงบนพื้นดวงจันทร์ สำหรับเจคแล้วแค่ได้ชมรอยเท้าประวัติศาสตร์ของเขาก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคาแพ็คเกจแล้ว ความตื่นเต้นเมื่อครั้งได้ยินได้ฟังเรื่องราวการเยือนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ของเขากลับมาทำให้รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

ในขณะที่โทนี่ไกด์หนุ่มเริ่มบรรยายถึงประวัติการปฏิบัติการของยานอพอลโล 11 เจคก็ใช้ไลท์แท็บถ่ายภาพรอยเท้าของอาร์มสตรองและไม่ลืมที่จะเซลฟี่เหมือนเด็กๆ วัยรุ่นคนอื่นๆ แม้ว่าการสวมชุดอวกาศจะทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าของตัวเองได้แต่ใครๆ ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครสนใจฟังไกด์สักเท่าไหร่ แน่ล่ะ เจคเคยเรียนและอ่านหนังสือเกี่ยวกับปฏิบัติการเหยียบดวงจันทร์มาตั้งแต่เด็กๆ ตอนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 เขายังเคยออกไปนำเสนอเรื่องนี้หน้าชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ด้วย เมื่อไกด์หนุ่มบรรยายจบก็เป็นช่วงเวลาที่เขาปล่อยให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมตามอัธยาศัย บางคนก็ถ่ายรูป พวกเด็กๆ ต่างผลัดกันปีนป่ายบันไดของยานอพอลโล 11 แล้วถ่ายภาพตอนทำท่าเหมือนกำลังก้าวลงมา คิดว่าพวกเด็กๆ คงถ่ายภาพกันไปคนละไม่ต่ำกว่า 200 ภาพทีเดียว เด็กบางคนก็ลองกระโดดบนดวงจันทร์ หรือบางคนก็เดินกลับเข้าตัวอาคารเพราะได้เห็นไฮไลท์ของทริปเรียบร้อยแล้ว

ถัดจากรอยเท้าของอาร์มสตรองและยานอพอลโล 11 มีเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลอยู่บนแท่นคอนกรีต ไกด์หนุ่มชักชวนให้พวกเด็กสาวๆ ลองไปชั่งดู “ตายล่ะ ดูน้ำหนักฉันสิ แบบนี้คงต้องกินเยอะๆ แล้วล่ะ” เด็กคนหนึ่งร้องอย่างดีใจพร้อมด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของเพื่อนๆ การชั่งน้ำหนักบนดวงจันทร์ทำให้ตัวของเราเบาขึ้นถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับที่โลก เจคไม่ได้สนใจจะลองชั่งน้ำหนัก เขาคำนวณน้ำหนักของตัวเองเมื่ออยู่บนดวงจันทร์ได้ เขาหนักไม่ถึง 15 กิโลกรมด้วยซ้ำ เขาสนใจถ่ายภาพทิวทัศน์บริเวณนั้นมากกว่า ดาวเคราะห์โลกจากมุมมองบนดวงจันทร์ ที่ผ่านมาเราเคยแต่มองดวงจันทร์อยู่ที่โลก มันให้บรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างมาก จริงอย่างที่ไกด์หนุ่มหัวฟูนั่นว่าไว้ ถ้าได้ออกมาดูด้านนอกอาคารจะรู้ว่าทิวทัศน์ที่เราเห็นผ่านกระจกด้านในเป็นแค่ภาพสั่วๆ เท่านั้น เจคเริ่มสนุกกับการอยู่บนดวงจันทร์แล้ว เขาชินกับแรงโน้มถ่วงและเดินได้อย่างมั่นคง เอริสเสนอว่าจะถ่ายรูปให้เขาและเขาก็จะถ่ายรูปให้เธอเช่นกัน แม้สุดท้ายแล้วจะแยกแทบไม่ออกว่ารูปไหนเป็นของใครกันแน่ก็ตาม

พวกเด็กๆ จับกลุ่มกันถ่ายรูปหมู่อย่างสนุกสนานโดยมีอาจารย์ทั้ง 2 คอยกำกับเป็นการส่งท้ายกิจกรรม จากนั้นไกด์หนุ่มก็ต้อนทุกคนให้ทยอยเดินกลับเข้าไปด้านในอาคาร เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่กำลังจะเดินทางมาถึงแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายตอนเปลี่ยนชุดอวกาศจึงต้องรีบทำเวลากันหน่อย ที่สำคัญใกล้เวลาที่ออกซิเจนในถังจะหมดแล้วด้วย พวกเด็กๆ เดินกลับกันอย่างกระจัดกระจาย ไปกันเป็นกลุ่มบ้าง คู่บ้าง จูงมือบ้าง เกาะหลังกันบ้าง พวกเธอจำกันได้อย่างไรว่าใครเป็นใครนะ

เจคกับเอริสไปถึงห้องแอร์ล็อคพร้อมๆ กับคนอื่นๆ พวกเขาต้องรอให้ประตูทางออกปิดสนิทก่อนจึงค่อยกดปุ่มเปิดประตูอีกชั้นเพื่อเข้าไปด้านในอาคาร ทักทายหุ่นยนต์ต้อนรับแซมมี่ที่เคาน์เตอร์และถอดชุดอวกาศคืน ยังเหลือออกซิเจนอีก 1 ขีด พวกเขาอยู่ด้านนอกแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้นเอง แม้ช่วงเวลาจะสั้นแต่มันก็สนุกมากทีเดียว เอริสก็ท่าทางจะชอบการเดินบนดวงจันทร์มาก เธอยังหัวเราะและยิ้มไม่หุบเลย ตอนอยู่ข้างนอกเจคเห็นเธอลองกระโดดขึ้นลงอยู่หลายครั้ง ตัวเธอลอยสูงและค้างอยู่ในอากาศนานกว่าปกติเขาต้องคอยรับเธอตอนลงพื้นเพื่อจะได้ไม่บาดเจ็บ เอริสชวนเขาไปดื่มกาแฟก่อนเวลาอาหารเย็น เพื่อจะได้ส่งรูปถ่ายให้และจะได้คุยกันมากขึ้น เป็นเรื่องดีที่จะมีเพื่อนใหม่ๆ บนดวงจันทร์ เธอก็ดูเป็นคนคุยสนุกดีเหมือนกัน

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ใช่เสียงกรี๊ดกร๊าดจากการหยอกล้อกันแน่ๆ เจครีบพุ่งตัวเข้าไปด้านในตามสัญชาติญาณ พวกเด็กๆ ยังกรี๊ดกันไม่หยุดอยู่ตรงทางเดินหน้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเห็นของเหลวสีแดงเปรอะเต็มพื้น กลิ่นคาวคละคลุ้งเตะจมูก เขาจำกลิ่นคาวที่ชวนให้คลื่นเหียนคล้ายกลิ่นสนิมนั่นได้ในทันที มันคือกลิ่นเลือด เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมีเลือดเปื้อนตามตัวและมือทั้งสองข้าง นั่งกรีดร้องอยู่กับพื้นหน้าห้องเปลี่ยนเสื้อหมายเลข 6 ท่าทางตกใจสุดขีด เจคเดินก้าวยาวๆ เข้าไปหาเด็กสาวที่กำลังกลัวจนตัวสั่น เขาสำรวจดูร่างกายของเธออย่างใจเย็น ไม่มีบาดแผล แปลว่านี่ไม่ใช่เลือดของเด็กคนนี้ เขามองเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อหมายเลข 6 ในนั้นมีกองเลือดนองอยู่ มันไหลมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อหมายเลข 5 เขาก้มลงมองใต้ฉากกั้นห้องระหว่างห้องหมายเลข 5 กับหมายเลข 6 มันเป็นช่องสูงประมาณ 7-8 นิ้ว มีคนนั่งอยู่กับพื้นด้านใน จมกองเลือด เจครีบลุกขึ้นและเปิดห้องหมายเลข 5 ประตูห้องไม่ได้ล็อค มันแค่ปิดไว้เท่านั้น เขาค่อยๆ ผลักประตูห้องเปลี่ยนเสื้อออกด้วยใจที่เต้นรัวและในท้องปั่นป่วนเพราะสิ่งที่เขาจินตนาการไว้ด้านหลังประตูบานนั้นไม่ใช่อะไรที่ชวนมองแน่นอน

ประตูห้องไม้สังเคราะห์สีขาวไร้ลวดลายเปิดออกช้าๆ ภาพที่เห็นมันเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด ความรู้สึกประทับใจและสนุกกับการเดินบนดวงจันทร์เมื่อกี้หายไปและถูกแทนที่ด้วยความหดหู่แทบจะในทันที เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือศพของเด็กผู้หญิงผมทรงหางม้า ถ้าเขาจำไม่ผิดเธอชื่อ รูบี้    

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

ศพบนดวงจันทร์ ตอนที่ 1